head-bankroksingkhon
โรงเรียนบ้านโกรกสิงขร
head-bankroksingkhon
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนบ้านโกรกสิงขร
หน้าหลัก » นานาสาระ » สำนวนสุภาษิตรัก

สำนวนสุภาษิตรัก

อัพเดทวันที่ 6 ธันวาคม 2020

วิเคราะห์ สำนวนสุภาษิตรัก ‘วัวให้ผูก รักลูกให้ตี’

สำนวนสุภาษิตรัก

       สำนวนสุภาษิตรัก ทุกๆภาษามักมีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าสำนวน ซึ่งเป็นคำพรรณาเปรียบเทียบถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยใช้ประโยคที่เหมือนจะไม่มีความหมายแต่กลับมีความหมายแฝงอย่างลึกซึ้ง และเมื่อวิเคราะห์อย่างละเอียดแล้ว จะพบว่าสำนวนได้ซ่อนคำสอน คติสอนใจ หรือเตือนใจเราในบางสถานการณ์ได้ดี

     สำหรับประเทศไทยเรามีสิ่งที่เรียกว่าสุภาษิต ซึ่งเกิดจากความฉลาดของคนในสมัยก่อนที่มีลีลาใน การใช้ภาษา อย่างแยบยลเพื่อสอนใจ หรือเป็นคติเตือนใจในประโยคที่สั้น ๆ เรียกได้ว่าน้อยแต่มาก จนถึงปัจจุบันหลายๆสำนวนสุภาษิตยังคงมีคนมากมายใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

     โดยในบทความหนี้ผู้เขียนไม่ได้มารวบรวมสุดยอดสุภาษิตอะไร แต่จะมาวิเคราะห์สุภาษิตหนึ่งที่ผู้เขียนรู้จักมานานแล้ว แต่ยังคงมีความเห็นแย้งกับคำสอนนี้อยู่ไม่น้อย คือ ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ มีความหมายว่า การสอนคนต้องรู้จักใช้ไม้แข็งบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเคยตัวได้

      แน่นอนว่าการสอนคนในอดีตมีการใช้ความรุนแรงอย่างการตีเพื่อลงโทษอยู่ โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้นอาจสามารถช่วยให้คนเป็นคนดีได้ เพราะความกลัวที่จะต้องเจ็บตัวจากการโดนลงโทษทำให้ไม่กล้าทำเรื่องเลวๆ

     โดยสำนวนสุภาษินตนี้เปรียบเทียบระหว่างการผูกวัวกับตีลูกว่าคล้ายคลึงกัน สุภาษิตนี้เป็นการเปรียบเทียบว่าถ้าเราอยากรักลูกต้องใช้ความรุนแรงบ้าง อย่างการผูกวัว แต่จริงๆแล้วสองประโยคนี้สื่อความหมายเดียวกัน

      ตัวประโยคที่ว่ารักลูกให้ตี เป็นข้อความที่ต้องการสื่อว่าการสั่งสอนลูกให้เป็นคนดีได้ ต้องมีการ ดุ ด่า ว่า หรือลงโทษอย่างรุนแรงบ้าง ซึ่งสำหรับการสอนคนในสมัยก่อนนั้นผู้เขียนไม่แย้งว่าการทำเช่นนั้นเป็นเรื่องที่ผิดเสมอไป เพราะคนในสมัยก่อนมีการลงโทษอย่างรุนแรงเป็นปกติ ซึ่งการลงโทษที่เห็นได้อย่างชัดเจนหรือการเฆี่ยนตีด้วยหวายที่หนามากๆ และการลงโทษส่วนใหญ่จะเป็นการลงโทษเหล่าทาสที่ทำงานผิดพลาด หรือเสียหาย ผู้เขียนไม่ได้จะบอกว่าการลงโทษลูกของคนให้ยุคนั้นมีการเฆี่ยนตีแบบทาส เพื่อจะบอกว่าในยุคนั้นมีการใช้ความรุนแรงที่มากกว่าปัจจุบันมาก และการลงโทษเด็กก็คงหนักกว่าในปัจจุบันเช่นกัน อีกประเด็นหนึ่งเราอาจตีความคำว่าลูกในสุภาษิตนี้ได้หลายแบบอย่างทาสก็เปรียบเสมือนลูกบ้าน เมื่อทำผิดเจ้าบ้านจึงมีหน้าที่ต้องสั่งสอนลงโทษ ไม่จำเป็นว่าต้องใช้กับลูกในไส้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น บางคนใช้สุภาษิตนี้กับเพื่อน คนรัก พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง สัตว์เลี้ยงหรือก็คือปัจจุบันสุภาษิตนี้ถูกใช้ไปกับทุกบริบทที่คนๆหนึ่งมีอำนาจในการลงโทษอีกคนหนึ่ง เป็นการบ่งบอกว่าหากรักใครให้หัดใช้ไม้แข็งกับเขาบ้าง อย่าตามใจเยอะ เออออตามไปหมดจนเสียนิสัย

      สำหรับการลงโทษแต่ก่อนนั้น มีตั้งแต่การตีด้วยไม่เรียว กักบริเวณ ให้คัดลายมือ หรือการดุด่าใช้ถ้อยคำอย่างรุนแรง ตอนนี้เราก็เข้าใจแล้วว่าทำไมคนสมัยก่อนจึงเห็นว่าการใช้ความรุนแรงกับลูกเป็นเรื่องของการแสดงถึงความหวังดี แต่การผูกวัวล่ะ เป็นการแสดงถึงความหวังดีอย่างเดียวกันไหม?

      รักวัวให้ผูก เมื่อผู้เขียนได้ยินคำแบบนี้จึงสงสัยขึ้นมาเลยว่า การผูกวัวนี้เป็นการแสดงความรักได้ยังไง แล้วการรักวัวนี้ต้องเป็นแบบไหน ลองมาเปรียบเทียบกับปัจจุบันถ้าเรารักสัตว์เลี้ยงของเรา อย่างเช่น หมา แมว บางครั้งเราออกไปนอกบ้านแต่ก็กลัวว่าพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นอันตราย เราจึงต้องขังน้องๆเขาไว้ในบ้าน สำหรับเราอาจจะเป็นความหวังดีเพื่อให้เขาปลอดภัย ลดโอกาสการติดโรคและประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บนอกบ้าน แต่สำหรับเขาอาจจะเป็นการกักขัง ทำให้เขารู้สึงเหงาและไม่เป็นอิสระ ซึ่งการผูกวัวอาจจะเป็นการแสดงความรักเพราะกลัวเขาจะเดินไปไหนไกล จนเกิดอันตราย หรือถูกขโมยไปได้ เพราะต้องยอมรับว่าในสมัยนั้นการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะให้ทุกบ้านไปสร้างรั้วอย่างสุภาษิตที่ว่า วัวหายล้อมคอกก็คงทำไม่ได้เนื่องจากทุกบ้านไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากขนาดนั้น แล้วการเลี้ยงวัวปกติคนเลี้ยงวัวจะพาวัวของตนเดินไปกินหญ้าตามพื้นที่ต่างๆ จากนั้นก็ปล่อยให้มันกินตามธรรมชาติ ตอนเย็นค่อยกลับมาผูกไปตามเสาใต้บ้าน

       แต่การผูกวัวลักษณะนี้ไม่เหมือนการตีลูกเพื่อหวังว่าลูกจะเป็นคนดี การผูกวัวไม่ใช่การทำให้วัวเป็นวัวที่ดีขึ้นแต่อย่างใด อันที่จริงแล้วเป็นการดีสำหรับเจ้าของวัวมากกว่า ซึ่งหากเราตีความเช่นนี้การผูกวัวนั้นเป็นเรื่องดีของคนเลี้ยงวัว การตีลูกจึงเป็นการดีต่อพ่อแม่เช่นกัน หรือแท้จริงแล้วความหมายของสุภาษิตนี้คือ ข้ออ้างของการใช้ความรุนแรงกับเด็กๆ ให้เด็กยอมรับความรุนแรงที่พ่อแม่ใช้เพื่อประโยชน์ต่ออนาคตของลูก ซึ่งแท้จริงเป็นประโยชน์ของตัวพ่อแม่เองมากกว่า ลองย้อมกลับไปถึงประเพณีของสังคมสมัยก่อนที่ให้ความสำคัญกับการทดแทนบุญคุณ รู้จักกตัญญู เมื่อใครเกิดมาเป็นลูกของใครแล้ว ยามเติบโตขึ้นต้องเลี้ยงดูพ่อแม่จนกว่าจะแก่เฒ่าตาย พ่อแม่จริงๆต้องการให้ลูกเก่งสามารถหางานทำเงินได้เยอะๆเพื่อให้มาเลี้ยงดูพ่อแม่ให้สบายในปั้นปลายชีวิตหรือเปล่า? จนบางครั้งผู้เขียรก็มีความคิดว่าการที่พวกคนสมัยก่อนมีลูกเพราะต้องการคนมาดูแลตัวเองยามแก่เท่านั้น ไม่ได้สนใจว่าลูกจะมีความสุขหรือไม่ ขอแค่เลี้ยงดูได้ในตอนแก่ก็พอ แต่อย่างไรก็ใช่ว่าพ่อแม่ทุกคนจะเลี้ยงลูกเพื่อหวังผล โลกนี้ไม่อาจแบ่งขาวดำได้ชัดเจน อาจมีพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกเพราะความหวังดีเพียงอยากให้ลูกมีความสุขอยู่เหมือนกัน

     อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความหมายของสุภาษิตนี้แต่เดิมจะมีความหมายที่แท้จริงอย่างไร คงบอกไม่ได้เต็มปากว่าเราไม่ได้ประโยชน์อะไรจากสุภาษิตนั้นเลย เพียงแค่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ค่านิยมจึงเปลี่ยนตาม อะไรที่เก่าไปแล้วจึงต้องมีการปรับให้เข้ากับทุกยุคสมัย แม้ถ้อยคำจะยังคงเหมือนเดิมแต่เราสามารถตีความหมายใหม่ให้เข้ากับปัจจุบันมากขึ้นได้ อย่างสุภาษิตนี้เขียนว่า ‘รักวัวให้ผูก รักลูกในตี’ แต่ก่อนมีความหมายถึงการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเป็นการตี หรือใช้ค่อยคำที่ทำร้ายจิตใจ สำหรับปัจจุบันผู้เขียนตีความสุภาษิตนี้ว่า อยากให้ลูกเป็นคนดีต้องใช้ไม้แข็งบ้าง คืออย่าตามใจอย่างเดียว ให้เขารู้จักความลำบาก ให้เขาได้พึ่งตัวเอง และเมื่อเขาพานพบปัญหาต่างๆก็จะเป็นประสบการณ์ ขัดเกลาเขาให้รับมือกับชีวิตในอนาคตได้

    

   

นานาสาระ ล่าสุด
โรงเรียนบ้านโกรกสิงขร
โรงเรียนบ้านโกรกสิงขร
โรงเรียนบ้านโกรกสิงขร
โรงเรียนบ้านโกรกสิงขร